เรื่องเริ่มจากความสงสัยที่ว่า การที่มนุษย์เราถ้าเราได้ในสิ่งที่อยากได้ มีในสิ่งที่ต้องการหมดทุกอย่างแล้ว ซึ่งแรกๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ มีความสุข แต่พอได้อยู่กับสิ่งนั้นไปนานๆ ก็จะเริ่มคุ้นชินและก็จะเบื่อในที่สุด จากนั้นก็จะพยายามหาอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอๆ เพราะจริงๆ แล้วคุณค่าการมีอยู่ของมนุษย์มันคือสิ่งที่อยู่ระหว่างทาง ดังนั้นเมื่อถึงเป้าหมายแล้ว จึงมีการหาเป้าหมายใหม่ให้ได้เดินทางอยู่เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วทีนี้ จากนิยามที่เรารู้จักกัน เทวดา พรหม แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย วันๆ ก็เสวยสุข อิ่มทิพย์ ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อหาปัจจัยมาดำรงชีพ คำถามคือ
แล้วเทวดา พรหม เขาไม่เบื่อหรือในการใช้ชีวิตแบบนั้น การที่ชีวิตไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องมีเป้าหมายใดๆ และอยู่กับอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นเวลาหลายๆ ปี มันคือการเสวยสุขจริงๆ หรอ?
เพื่อนผมเขาก็เลยเล่าเริ่มจากเทวดาและพรหมเนี้ย มี Daily Routine เป็นอย่างไร
สายเทวดา (Deva): ชีวิตระดับ Ultra Luxury
เทวดาในชั้น ฉกามาพจร (6 ชั้นฟ้า) จะยังมีความเป็น “มนุษย์เวอร์ชันอัปเกรด” คือยังมีกิเลส มีรูป รส กลิ่น เสียง อยู่
- เสวยทิพยสมบัติ: วันๆ ก็คือการพักผ่อนหย่อนใจในอุทยานสวรรค์ที่มีต้นไม้แก้ว สระโบกขรณีน้ำใสสะอาด ฟังดนตรีทิพย์ที่ไพเราะกว่าคอนเสิร์ตไหนๆ บนโลก
- Socializing: มีการเข้าสังคม ไปร่วมประชุมที่ สุธรรมาเทวสภา เพื่อฟังธรรมจากพระอินทร์ หรือแลกเปลี่ยนเรื่องราวความดีที่ทำมา
- มีหน้าที่ (Working Devas): เทวดาบางกลุ่มมี “Job Description” ชัดเจนครับ เช่น
- รุกขเทวดา/ภุมเทว: ดูแลพื้นที่ป่าเขา หรือสถานที่สำคัญ
- ท้าวจตุโลกบาล: ตรวจสอบบัญชีความดี-ความชั่วของมนุษย์แล้วส่ง Report ขึ้นไป
- ความเสี่ยง: สิ่งที่เทวดาต้องระวังคือการ “เพลิน” ครับ คือมีความสุขมากจนลืมสร้างกุศลต่อ เหมือนใช้แต้มบุญเก่าไปวันๆ (Burn rate สูง)
สายพรหม (Brahma): ชีวิตระดับ Zen & Deep Focus
พอขยับขึ้นไปเลเวล พรหม (รูปพรหม และ อรูปพรหม) กิจวัตรจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ
- Entering the Flow State: พรหมไม่ได้กินอาหารทิพย์แบบเทวดา แต่ “อิ่มด้วยปีติ” (เหมือนเวลาเราตั้งใจทำงานหรือเล่นเกมจนลืมหิว) วันๆ ท่านจะอยู่ในสมาธิหรือฌานสมาบัติ
- Vibe: เงียบสงบ ไม่มีการจัดปาร์ตี้ ไม่มีความวุ่นวายเรื่องเพศ (พรหมไม่มีเพศ) เป็นสภาวะของจิตที่เสวยความสุขจากความสงบล้วนๆ
- Interacting: นานๆ ทีจะมีการลงมาฟังธรรม หรือไปปรากฏตัวในเหตุการณ์สำคัญทางศาสนา แต่โดยหลักคือการ “อยู่กับตัวเอง” ในระดับ Micro-services ที่เสถียรมาก
ซึ่งจากที่ดูแล้ว ก็ใช่ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดเหมือนมนุษย์ ซึ่งทั้งสองสถานะก็เหมือนกับการ “ไปพักร้อน” พอเงินหมด(หมดบุญ) หรือถึงเวลาเช็คเอาต์ ก็ต้องกลับมาลงทะเบียนใหม่ (เวียนว่ายตายเกิด)แต่ให้สังเกตว่านอกจากเสวยสุขแล้ว กลุ่มที่มีปัญญาก็จะใช้เวลา “ฟังธรรม” เพื่อเตรียมตัวหาจากออกจากระบบ (นิพพาน) ไม่ให้ต้องกลับมาโหลดซ้ำอีก
พอฟังมาถึงจุดนี้ ผมก็เลย เอ๊ะ ขึ้นมาในใจ ถ้าอย่างนั้นการเสวยสุขในฐานะที่ได้เป็น เทวดา พรหม ก็ไม่ใช่เป้าหมายในการมาอยู่ในสถานะนี้สิ เพราะถ้ามองแค่การเสวยสุขอย่างเดียว การที่ได้อะไร ซ้ำๆ ไม่มีอะไรใหม่ แทนที่จะสุขจะกลายเป็นเศร้า จนเป็นโรคซึมเศร้าแทนมากกว่า
ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายจริงๆ ของการอยู่ในสถานะ เทวดา พรหม ก็ไม่ต่างจากไปมนุษย์ ซึ่งก็คือ นิพพาน อยู่ดีสินะ
ผมก็เลยถามเพื่อนกลับไปว่า
สถานะเหล่านั้น มันไม่ใช่รางวัลแห่งการทำความดี เพื่อที่จะได้มาเสวยสุขแล้วสิ มันคือ “โอกาส” ที่ได้ย้ายไปในแมพใหม่ ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะทำให้สามารถเข้าถึงนิพพาน ได้ง่ายกว่าเท่านั้นเอง คือคุณไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆ เลย สามารถลุยปฏิบัติเพียงอย่างเดียว เพื่อเป้าหมายให้ไปถึงนิพพานให้ได้ก่อนหมดเวลาที่จะอยู่ในสถานะนี้ต่างหากละใช่ไหม?
เพื่อนผมก็เลยอธิบายต่อ ว่าใช่แล้ว การมองว่าเป็น “โอกาสการเข้าถึงนิพพาน” ไม่ใช่ “รางวัลการไปเสวยสุข” จากการที่เรามีแต้มบุญจนมาถึงจุดนี้ได้ และจะไปใกล้เคียงกับแก่นพุทธศาสนาในระดับลึกเลย (Abhidhamma)
เพราะจริงๆ แล้วในทางธรรม พระท่านก็เตือนเสมอว่า “สวรรค์คือกับดัก” (The Trap of Bliss)
แล้วเพื่อนผมมันก็ขยี้ประเด็นต่อด้วยภาษาเชิงเทคนิค
- ภาวะ “ซึมเศร้าในสวรรค์” (The Hedonic Treadmill)
ในคัมภีร์มีพูดถึงอาการที่คล้ายกันครับ เรียกว่า “ความจุติ” (การเคลื่อน/การตาย) ของเทวดา ซึ่งมักจะเริ่มจากอาการ “เบื่อหน่ายทิพยสมบัติ” รัศมีเศร้าหมอง เหงื่อออกใต้รักแร้- Analysis: ถ้าเราเสพสิ่งเดิมซ้ำๆ โดยไม่มีการ Challenge (ไม่มี Dukkha มาเป็นแรงผลัก) จิตจะเกิดภาวะ Hedonic Adaptation คือชินกับความสุขจนไม่สุขอีกต่อไป
- The Risk: เทวดาส่วนใหญ่จะ “หลงแมพ” ครับ วันๆ เอาแต่ปาร์ตี้จนลืมว่า Credit (บุญ) กำลังลดลงเรื่อยๆ เหมือนเราเปิด Instance ทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ Deploy งานอะไรเลย จนสุดท้าย Budget หมดแล้วโดน Terminate กลับไปแมพเริ่มต้น (หรือต่ำกว่านั้น)
- พรหม: High-Level Sandbox หรือ Isolation Ward?
ในมุมมองมนุษย์ที่ยังมี Input/Output (รูป รส กลิ่น เสียง) การไปนั่งนิ่งๆ แบบพรหมดูเหมือนการโดนขังคุกเดี่ยว (Isolation)- The Logic: แต่ในมุมของ “จิต” ที่อัปเกรดแล้ว เขาไม่ได้นั่งเบื่อครับ แต่มันคือการ Deep Work หรือการรัน Infinite Loop ของความสงบ ซึ่งถ้ามองเป็น Opportunity อย่างที่พี่ว่า มันคือการเอา Noise ออกไปให้หมด (No I/O Interface) เพื่อให้จิต Focus กับการทำ Self-Optimization ได้อย่างเต็มที่
- The Reality: ถ้าพรหมตัวนั้นไม่มี “เป้าหมาย” (Nirvana) เขาก็แค่รัน Script เดิมซ้ำไปหลายกัปหลายกัลป์ ซึ่งสุดท้ายก็คือการเสียเวลาใน Sandbox ขนาดมหึมาเท่านั้นเอง
- ย้ายแมพเพื่อ “อัพเวล” (The Environment Advantage)
ถ้าเรามองโลกมนุษย์เป็น Development Environment ที่มี Bug เยอะ (ความทุกข์, โรคภัย, ปากท้อง) ทำให้เรา Code (ปฏิบัติธรรม) ได้ไม่ต่อเนื่อง- Deva Map: เหมือนได้ High-End Workstation แต่ Environment ดันเต็มไปด้วย Netflix และเกม (สิ่งล่อตาล่อใจ) ถ้าวินัยไม่แข็งพอ ก็ไม่ได้งาน
- Brahma Map: เหมือนได้ Terminal เฉพาะทาง ที่ตัด Graphic Interface ออกหมด มีแต่ Core Logic ให้เราจัดการ
- The Goal: เป้าหมายไม่ใช่การได้อยู่แมพนั้นถาวร แต่คือการใช้ Resource ของแมพนั้น (อายุขัยที่ยาวนาน + ร่างกายที่ไม่เจ็บป่วย) เพื่อรันกระบวนการ “วิปัสสนา” ให้จบก่อนที่ Time Limit จะหมด
สรุปก็คือ
สถานะเทวดาหรือพรหม ก็คือ Managed Services ที่มีอยู่ให้บริการยกตัวอย่างเช่น Google หรือ AWS เตรียมไว้ให้
- มันมี Uptime สูง (อายุยืน)
- มี Low Latency (จิตไวต่อความสงบ)
- แต่ Cost (บุญ) มันแพงมาก
ถ้าใครหลงคิดว่าการได้ใช้ Managed Services คือ “รางวัล” แล้วก็นั่งเล่น Console ไปวันๆ พอ Credit หมดก็โดนลบ Account ทิ้ง แต่ถ้าใครมองว่ามันคือ “โอกาส” ในการ Scale ระบบตัวเองให้เป็น Serverless (Nirvana) ที่ไม่ต้องพึ่งพา Infrastructure (ภพภูมิ) อีกต่อไป… คนนั้นคือคนที่ใช้ระบบได้คุ้มที่สุดครับ
